คริสตจักรกิจการของพระคริสต์
บทที่ 6 : การอธิษฐาน
บทที่ 6 : การอธิษฐาน

บทที่ 6 : การอธิษฐาน

บทเรียน ซีรีส์พื้นฐานชีวิตคริสเตียน บทที่ 6: การอธิษฐาน

การอธิษฐาน

พระเยซูเป็นแบบอย่างในการอธิษฐานแก่เราอย่างมาก เราพบหลายครั้งในพระคัมภีร์พระเยซูอธิษฐานช่วงเช้า และหลายครั้งหลังจากจบภารกิจในการรับใช้

ลูกา 5:16 แต่พระองค์มักจะเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยวและทรงอธิษฐาน

มาระโก 6:45-46  45แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​สั่ง​ให้​พวก​สา​วก​ลง​เรือ​ทัน​ที​และ​ข้าม​ไป​ยัง​เมือง​เบธ​ไซ​ดา​ก่อน ระหว่าง​ที่​พระ​องค์​ทรง​รอ​ส่ง​ฝูง​ชน​กลับ​บ้าน 46หลัง​จาก​พระ​องค์​ทรง​ลา​พวก​เขา​แล้ว ก็​เสด็จ​ขึ้น​ภูเขา​เพื่อ​ทรง​อธิษ​ฐาน​ที่​นั่น

การอธิษฐาน สิ่งที่ชีวิตคริสเตียนขาดไม่ได้

จะว่าไปการอธิษฐานเปรียบเสมือนลมหายใจของคริสเตียนก็ไม่ผิด เพราะการอธิษฐานเป็นการพูดคุยติดต่อกับพระเจ้าของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้อนรับพระเยซูเข้ามาเป็นพระเจ้าของเรา เราสามารถสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าได้ในฐานะบุตรของพระองค์ และผู้ที่แสวงหาพระองค์เขาจะพบพระองค์ และชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

การอธิษฐานเป็นทั้งชีวิตประจำวันและโอกาสพิเศษ
เราอาจจะมีบางเรื่องที่หนักใจอยากทูลต่อพระเจ้าเป็นพิเศษ
หรือเราอาจไม่มีอะไรเป็นพิเศษแต่อธิษฐานเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งดีมากสำหรับการพัฒนาชีวิตคริสเตียน

เมื่อพระเยซูทรงสอนสาวกให้อธิษฐาน ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจและพระเยซูทรงยกเป็นอุปมาสอนสาวกเรื่องการอธิษฐานคือท่าทีแห่งความเชื่อและความสนิทสนม พระเยซูให้ตัวอย่างของการรบเร้าขอขนมปังจากเพื่อนของตนยามดึก

ลูกา 11:5-7  5แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ใครในพวกท่านที่มีเพื่อนคนหนึ่ง และเขาไปหาเพื่อนคนนั้นในเวลาเที่ยงคืน พูดกับเขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ขอยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด 6เพราะเพื่อนของข้าเพิ่งเดินทางมาถึง และข้าไม่มีอะไรจะให้เขากิน’ 7เพื่อนที่อยู่ข้างในตอบว่า ‘อย่ารบกวนข้าเลย ประตูปิดแล้ว ลูกๆ กับตัวข้าก็เข้านอนกันหมดแล้ว ข้าไม่สามารถลุกขึ้นไปหยิบให้ท่านได้’

สุดท้ายเจ้าของบ้านยังเปิดให้เพราะทนการรบเร้าไม่ไหวจึงเปิดประตูและหยิบขนมปังให้

ความจำกัดทำให้เรากล้าขอ, ความเข้าใจทำให้เราขออย่างถูกต้อง, ความสนิทสนมทำให้เรากล้ารบเร้าและรู้จักรอคอย

ลูกา 11:8 เราบอกพวกท่านว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นไปหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นเพื่อนกัน แต่ว่าเพราะถูกคนนั้นรบเร้าอย่างมาก เขาก็จะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่คนนั้นต้องการ

การอธิษฐานเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับพระเจ้า

1.ทำให้เราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้าในการดำเนินชีวิตเสมอ

ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา มีความไม่แน่นอนหลายอย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึง การพึ่งพาพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมในการดำเนินชีวิตของเรา

มัทธิว 26:41    ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อจะไม่ถูกทดลอง จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง

2.ทำให้เราเรียนรู้ในการปรับเปลี่ยนความคิดของเรา

หลายครั้งเราอธิษฐานขอแล้วไม่ได้ ทำให้เราต้องทบทวนดูในหลายๆ สิ่ง เช่น เราขอในสิ่งที่ผิดหรือท่าทีผิดหรือไม่

ยากอบ 4:3  พวกท่านขอและไม่ได้รับเพราะขอผิด หวังจะเอาไปสนองความปรารถนาชั่วของตนเอง

พระเจ้าสนใจในชีวิตของเรามากกว่าการทำอะไรบางอย่างเพื่อพระเจ้า ในที่นี้แม้แต่เรื่องการอธิษฐานของเราส่วนตัวต่อพระเจ้า เราต้องปรับความคิดของเราตามพระคัมภีร์ ให้อภัยผู้อื่น ตั้งใจให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนความคิดของเราให้ถูกต้องตามพระคัมภีร์จริงๆ

มาระโก 11:25  และเมื่อพวกท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าพวกท่านมีเรื่องกับใคร จงยกโทษให้คนนั้น เพื่อว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ จะทรงยกโทษความผิดของพวกท่านด้วย

3.ทำให้เราสงบลงต่อพระประสงค์ของพระเจ้า

แม้แต่พระเยซู ในคืนก่อนที่พระองค์จะไปที่กางเขน ทรงมีความทุกข์ใจอย่างหนัก และพระองค์ทรงอธิษฐาน สุดท้ายการอธิษฐานของพระองค์ทำให้พระองค์ตัดสินใจรับน้ำพระทัยพระเจ้า และทรงมีท่าทีสงบอย่างเห็นได้ชัดตลอดการทนทุกข์ทรมานจนถึงทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน

มัทธิว 26:42  พระองค์จึงเสด็จไปทรงอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สอง “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้ และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้ว ก็ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”

แผนการพระเจ้าและน้ำพระทัยพระเจ้า เป็นเรื่องลึกซึ้งสำหรับเรา พระเจ้าทรงทราบว่าอะไรเหมาะสมที่สุดสำหรับเราทั้งเรื่องอะไรและเวลาไหนที่เหมาะสมที่สุด การอธิษฐานทำให้เกิดการสงบลงต่อพระประสงค์พระเจ้า และไว้วางใจในพระเจ้าในหลายสิ่งที่เราไม่เข้าใจเหล่านั้นด้วย

4.ทำให้เรามีความยินดีเต็มเปี่ยมเมื่อเราอธิษฐานตามน้ำพระทัยพระเจ้า

แม้พระเจ้าทรงทราบดีว่าเราต้องการสิ่งใด กระนั้นทรงปรารถนาให้เราทูลขอต่อพระองค์ เพื่อความชื่นชมยินดีของเราจะเต็มเปี่ยม

ยอห์น 16:24  จนบัดนี้พวกท่านก็ยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์กับพระเจ้าในมิติที่เติบโตขึ้นในการเป็นคริสเตียน ไม่ใช่มองเพียงแค่ขอและได้หรือไม่ได้รับเท่านั้น แต่เป็นการปรับความคิดและนำชีวิตของเราเข้าไปสู่แผนการพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อชีวิตเราจะดำเนินไปกับพระองค์อย่างเข้าใจและติดสนิทกับพระองค์

การอธิษฐานในชีวิตประจำวัน

1.อธิษฐานสรรเสริญพระเจ้า

เป็นอธิษฐานที่บรรยายถึงความดีงามของพระเจ้าในความรู้สึกของเรา

สดุดี 106:1 สรรเสริญพระยาห์เวห์ จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์

2.อธิษฐานขอบพระคุณ

เอเฟซัส 5:20  จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาอยู่เสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่พระเจ้าประทานในชีวิตในเรื่องต่างๆ เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้เสมอ ในทุกกรณีของชีวิต ทั้งเรื่องที่ดีและบทเรียนจากสถานการณ์บางอย่างที่พระเจ้าให้มาเพื่อพัฒนาชีวิตเรา

3.อธิษฐานสารภาพบาป

1 ยอห์น 1:9  ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเข้ามาสารภาพบาปที่เราอาจจะทำผิดไปในแต่ละวัน เป็นคำอธิษฐานที่ทรงพลังและพัฒนาชีวิตความจริงใจของเราต่อพระองค์ได้อย่างที่สุด

4.อธิษฐานเผื่อพี่น้อง

2 เธสะโลนิกา 1:11   เพราะ​เหตุ​นี้ เรา​จึง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​พวก​ท่าน​เสมอ ขอ​พระ​เจ้า​ของ​เรา​ทรง​ให้​ท่าน​เป็น​ผู้​ที่​สม​ควร​แก่​การ​ทรง​เรียก​นั้น และ​ขอ​พระ​องค์​ทรง​ให้​ความ​ตั้ง​ใจ​ดี​ทุก​ประ​การ และ​กิจ​การ​แห่ง​ความ​เชื่อ​ทุก​อย่าง​สำ​เร็จ​ด้วย​ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​องค์

เราอาจใช้เวลาอธิษฐานเผื่อพี่เลี้ยงของเรา, กลุ่มแคร์, คริสตจักรของเรา, หรืองานรับใช้พระเจ้าในคริสตจักร เป็นต้น

5.อธิษฐานขอในสิ่งที่เราต้องการ

ฟีลิปปี 4:6 อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ

เป็นสิ่งที่ดีหากเราได้คำตอบจากคำอธิษฐานในเรื่องส่วนตัว ทำให้เรามั่นใจในประสบการณ์ดีๆ กับพระเจ้า อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องฝากความหวังใจไว้ในพระเจ้า ไม่บังคับพระองค์ให้ตอบเรา แต่ไว้วางใจในพระองค์ พระเจ้าอาจจะตอบ หรือให้เรารอ หรือไม่ตอบก็ได้ เพราะพระองค์ทรงทราบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราเสมอ และสิ่งที่เป็นบาป

6.ให้เราฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า

ให้เราฟังพระเจ้าด้วยเมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าซึ่งเป็นการสนทนาร่วมกัน และพระเจ้าปรารถนจะพูดกับเรา ดังนั้นเมื่อเราอธิษฐานให้เราพักสงบฟังเสียงของพระเจ้า

การอธิษฐานในภาคปฏิบัติ

  1. คำที่แทนตัวเราและพระเจ้า – ขอให้เป็นคำของเราเองที่มาจากใจของเรา เช่น แทนตัวเราว่า ฉัน, ผม, ดิฉัน, หนู, เป็นต้น แทนพระเจ้าว่า พระเจ้า, พระบิดา, พระเยซู, พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นต้น
  2. ควรขึ้นต้นคำอธิษฐานว่าอย่างไร – คำอธิษฐานของพระเยซู พระองค์ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ข้าแต่พระบิดาของ​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์”

มัทธิว 6:9-13  เพราะ​ฉะนั้น​พวก​ท่าน​จง​อธิษ​ฐาน​เช่น​นี้​ว่า ‘ข้า​แต่​พระ​บิดา​ของ​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์ ขอ​ให้​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​เป็น​ที่​เคา​รพ​สัก​การะ ​​ขอ​ให้​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​องค์​มา​ตั้ง​อยู่ ขอ​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ใน​สวรรค์​เป็น​อย่างไร​ก็​ให้​เป็น​ไป​อย่าง​นั้น​ใน​แผ่น​ดิน​โลก ​​ขอ​ประ​ทาน​อาหาร​ประ​จำ​วัน​แก่​พวก​ข้า​พระ​องค์​ใน​วัน​นี้ ​​และ​ขอ​ทรง​ยก​บาป​ผิดของ​พวก​ข้า​พระ​องค์ เหมือน​พวก​ข้า​พระ​องค์​ยก​โทษ​บรร​ดา​คน​ที่​ทำ​ผิด​ต่อ​ข้า​พระ​องค์ ​​และ​ขอ​อย่า​ทรง​นำ​พวก​ข้า​พระ​องค์​เข้า​ไป​ใน​การ​ทด​ลอง แต่​ขอ​ให้​พวก​ข้า​พระ​องค์​พ้น​จาก​ความ​ชั่ว​ร้าย

  1. เนื้อหาคำอธิษฐาน – ให้เป็นคำของเราเองที่ออกมาจากใจ
  2. คำลงท้าย – “ในพระนามพระเยซูคริสต์ อาเมน” เราขอในนามพระเยซู และ อาเมนหมายถึงขอให้เป็นไปตามนั้น

คำถามที่มักพบและข้อแนะนำในภาคปฏิบัติ

  1. อธิษฐานหลับตาหรือเปิดตา – ได้ทั้งนั้น ขอให้เรามีใจจดจ่อกับพระเจ้า ปกติปิดตาก็มีความจดจ่อได้ดีกว่า
  2. อธิษฐานออกเสียงหรือไม่ออกเสียง – ได้ทั้งนั้น แต่โดยปกติคริสตจักรเราจะอธิษฐานออกเสียง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งใจจดจ่อของเราในการอธิษฐาน
  3. อธิษฐานเวลาใด – ได้ทุกเวลา พระเจ้าฟังคำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมเสมอ
  4. เวลาอธิษฐานต้องมีท่าทางอย่างไร

ในพระคัมภีร์มีการออกเสียง มีการคุกเข่า การหมอบกราบ มีการชูมือ มีทั้งเงียบๆ มีทั้งการยืน การนั่ง การวางมืออธิษฐานเผื่อผู้อื่น ฉะนั้นการแสดงออกของเราในการอธิษฐานสามารถทำได้อย่างเหมาะสมตามพระคัมภีร์ แต่ให้ออกมาจากใจของเราอย่างแท้จริงไม่ใช่การพยายามเลียนแบบอาการของคนในพระคัมภีร์

  1. อธิษฐานในชีวิตประจำวัน

ปกติคริสเตียนจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาหารที่พระเจ้าประทานเพื่อเป็นการระลึกถึงความรักเมตตาและการเลี้ยงดูของพระเจ้าในชีวิต ฉะนั้นแนะนำให้อธิษฐานก่อนทานอาหารทุกมื้อเพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้า และเราควรอธิษฐานก่อนนอนขอบคุณพระเจ้าสำหรับตลอดทั้งวันที่พระองค์ทรงดูแลชีวิตเราเสมอ เป็นต้น

การอธิษฐานเป็นทั้งชีวิตประจำวันและโอกาสพิเศษ
เราอาจจะมีบางเรื่องที่หนักใจอยากทูลต่อพระเจ้าเป็นพิเศษ
หรือเราอาจไม่มีอะไรเป็นพิเศษแต่อธิษฐานเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งดีมากสำหรับการพัฒนาชีวิตคริสเตียน

 

ผู้เขียน: อจ. ดร.กนก ลีฬหเกรียงไกร

 

อ้างอิง

  • นที ตันจันทร์พงศ์. ศาสนศาสตร์ 1. กรุงเทพฯ: พระคริสตธรรมกรุงเทพ, 2015.
  • มุมสงบ. กรุงเทพฯ: กนกบรรณาสาร,
  • เฮ็นรี่ แคลเรนซ์ ทีเซ่น. ศาสนศาสตร์ระบบ. กรุงเทพฯ: กนกบรรณาสาร, 1995.
  • บิล ไฮเบลส์. ไม่ยุ่งเกินอธิษฐาน. กรุงเทพฯ: ศูนย์ทีรันนัส (สำนักพิมพ์ จีพี), 2006.
  • อี. เอ็ม. บาวนด์. พลังผ่านการอธิษฐาน. กรุงเทพฯ ศูนย์ทีรันนัส (สำนักพิมพ์ จีพี), 2010.
  • Erickson, Millard J. Christian Theology. Grand Rapids: Baker, 2004.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น